หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2555

กิจกรรมชมรม

กิจกรรม





                         เมื่อ วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๕   ร.ต.สายัณ เสลมาตย์ รรก.สัสดีอำเภอโคกศรีสุพรรณ ได้ลงไปพบปะ คณะกรรมการชมรมทหารกองหนุน   ณ บ้านห้วยหีบ  ต.ตองโขบ เพื่อ ติดตามความก้าวหน้าในกิจกรรมของชมรม พร้อมกับได้หารือกับคณะกรรมการชมรม เพื่อหาแนวทางในการสร้างชมรมให้มีความเข้มแข็งและ ช่วยเหลือสมาชิก ของชมรม ให้ได้มากที่สุด ตามเจตนารมย์ ในการก่อตั้งชมรม

วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ข้อบังคับ ชมรมทหารกองหนุนจังหวัดสกลนคร



ข้อบังคับ
ของ
ชมรมทหารกองหนุนจังหวัดสกลนคร
.........................................
หมวดที่ ๑
ความทั่วไป
ข้อ ๑ ชมรมนี้มีชื่อว่า ชมรมทหารกองหนุนจังหวัดสกลนคร
ข้อ ๒ เครื่องหมายชมรม เป็นรูปทหารในชุดฝึกลายพรางถืออาวุธปืนเล็กยาวในท่าเฉียงอาวุธอยู่บนพื้นทรงกลมสีเหลือง ตรงกลางด้านบนมีแถบริบบิ้นเป็นธงไตรรงค์ ด้านล่างเป็นรูปแถบริบบิ้นสีเขียวอ่อนภายในมีอักษรสีเขียวข้อความว่าชมรมทหารกองหนุนจังหวัดสกลนคร
ข้อ ๓ สำนักงานใหญ่ของชมรมตั้งอยู่ ณ สโมสรนายทหารสัญญาบัตร ค่ายกฤษสีวะรา
ข้อ ๔ วัตถุประสงค์ของชมรม
      ๔.๑ เพื่อเป็นศูนย์ประสานงานของสมาชิกทหารกองหนุน หน่วยราชการ และองค์กรอื่นๆ
      ๔.๒ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการเสริมสร้างความรู้ ความสามัคคีในการสนับสนุนความมั่นคงของชาติ
      ๔.๓ เพื่อเป็นการช่วยเหลือสวัสดิการแก่ทหารกองหนุนที่มีปัญหาได้รับความเดือดร้อน
      ๔.๔ เพื่อรวบรวมพลัง สติปัญญา ความรู้ ความสามารถ ในการสร้างสรรค์สิ่งที่มีประโยชน์ต่อสังคม สร้างความเจริญให้กับประเทศชาติบ้านเมือง
      ๔.๕ เพื่อความจงรักภัคดีต่อสถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ตลอดจนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และรัฐธรรมนูญแห่งราชอณาจักรไทย
๔.๖ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำงานกับผู้ดำรงตำแหน่ง และหมดวาระไป
๔.๗ ไม่จัดตั้งโต๊ะบิลเลียด หรือ สนุกเกอร์และไม่เกี่ยวข้องกับการพนันทุกชนิด

หมวดที่ ๒
สมาชิก
ข้อ ๕ สมาชิกของชมรมมี ๒ ประเภท คือ
      ๕.๑ สมาชิกสามัญได้แก่ ทหารกองหนุน และคู่สมรสที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดสกลนคร ซึ่งได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของชมรมนี้แล้ว คำว่า “ทหารกองหนุน” หมายความว่า พลทหารกองประจำการ ที่ได้ขึ้นทะเบียนกองประจำการและปลดเป็นทหารกองหนุนทุกชั้นจนถึงพ้นราชการ รวมทั้งนักศึกษาวิชาทหารที่สำเร็จการฝึกวิชาทหารชั้นปีที่ ๓ ขึ้นไป ที่ได้ขึ้นทะเบียนกองประจำการ และนำปลดเป็นทหารกองหนุนแล้ว
      ๕.๒ สมาชิกกิตติมศักดิ์ได้แก่ บุคคลผู้ทรงเกียรติ หรือทรงคุณวุฒิ หรือผู้มีอุปการคุณแก่สมาคม ซึ่งคณะกรรมการลงมติให้เชิญเป็นสมาชิกของสมาคม
ข้อ ๖ สมาชิกจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติดังนี้
      ๖.๑ เป็นผู้บรรลุนิติภาวะ
      ๖.๒ เป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อย
      ๖.๓ ไม่เป็นโรคที่สังคมรังเกียจ
      ๖.๔ ไม่ต้องคำพพากษาของศาลถึงที่สุด ให้เป็นบุคคลล้มละลาย หรือไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถหรือต้องโทษจำคุก ยกเว้นความผิดฐานประมาทหรือลหุโทษ การต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดในกรณีดังกล่าวจะต้องเป็นในขณะที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกหรือในระหว่างที่เข้าเป็นสมาชิกของชมรมเท่านั้น
ข้อ ๗ ค่าลงทะเบียน และค่าบำรุงชมรม
      ๗.๑ สมาชิกสามัญจะต้องเสียค่าลงทะเบียนเป็นครั้งแรก ๒๐ บาท
      ๗.๒ สมาชิกสามัญต้องเสียค่าบำรุงชมรม
      ๗.๓ สมาชิกกิตติมศักดิ์ มิต้องเสียค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงชมรมแต่อย่างใด
ข้อ ๘ การสมัครเข้าเป็นสมาชิกของชมรม ให้ผู้ประสงค์จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกของชมรม ยื่นใบสมัครตามแบบของชมต่อเลขานุการ โดยมีสมาชิกสามัญรับรองอย่างน้อย ๑ คน และเลขานุการติดประกาศราชื่อผู้สมัครไว้ ณ สำนักงานของชมรมเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน เพื่อให้สมาชิกอื่นๆ ของสมาคมจะได้คัดค้านการสมัครนั้น เมื่อครบกำหนดประกาศแล้วก็ให้เลขานุการนำใบสมัคร และหนังสือคัดค้านของสมาชิก(ถ้ามี) เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ เพื่อพิจจารณาอนุมัติว่าจะรับหรือไม่รับเข้าเป็นสมาชิกของชมรม และเมื่อคณะกรรมการพิจารณาการสมัครแล้ว ผลเป็นประการใดให้เลขานุการเป็นผู้แจ้งให้ผู้สมัครทราบโดยเร็ว
ข้อ ๙ ถ้าคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติให้ผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิก ก็ให้ผู้สมัครนั้นชำระค่าลงทะเบียนให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งจากเลขานุการ และสมาชิกภาพของผู้สมัคร ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ได้ชำระเงินค่าลงทะเบียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าผู้สมัครไม่ชำระเงินค่าลงทะเบียน ภายใน กำหนด ก็ให้ถือว่าการสมัครคราวนั้นเป็นอันยกเลิก
ข้อ ๑๐ สมาชิกภาพของสมาชิกกิตติมศักดิ์ ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่หนังสือตอบรับคำเชิญของผู้ที่คณะกรรมการได้พิจารณาลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกของชมรม ได้มาถึงชมรม
ข้อ ๑๑ สมาชิกภาพของสมาชิกให้สิ้นสุดลงด้วยเหตุดังต่อไปนี้
      ๑๑.๑ ตาย
      ๑๑.๒ ลาออก โดยยื่นหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการ และคณะกรรมการได้พิจารณาอนุมัติ และสมาชิกผู้นั้นได้ชำระหนี้สินที่ยังติดค้างอยู่กับชมรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
      ๑๑.๓ ขาดคุณสมบัติสมาชิก
      ๑๑.๔ ที่ประชุมใหญ่ของชมรม หรือ คณะกรรมการได้พิจารณาลงมติให้ลบชื่อออกจากทะเบียนเพราะสมาชิกผู้นั้นประพฤตินำความเสื่อมเสียมาสู่ชมรม
ข้อ ๑๒ สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก
      ๑๒.๑ มีสิทธิเข้าใช้สถานที่ของชมรมโดยเท่าเทียมกัน
      ๑๒.๒ มีสิทธิเสนอความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการของชมต่อคณะกรรมการ
      ๑๒.๓ มีสิทธิ์ได้รับสวัสดิการต่างๆที่ชมรมได้จัดให้มีขึ้น
      ๑๒.๔ มีสิทธิร่วมประชุมใหญ่ของชมรม
      ๑๒.๕ สมาชิกสามัญมีสิทธิในการเลือกตั้ง หรือได้รับการเลือกตั้ง หรือแต่งตั้งเป็นกรรมการชมรมและมีสิทธิออกเสียงลงมติต่างๆในสที่ประชุมได้คนละ ๑ คะแนนเสียง
      ๑๒.๖ มีสิทธิเรียกร้องขอต่อคณะกรรมการ เพื่อตรวจสอบเอกสารบัญชีทรัพย์สินของชมรม
      ๑๒.๗ มีสิทธิเข้าชื่อร่วมกันอย่างน้อย ๑ ใน ๓ ของสมาชิกสามัญทั้งหมดร้องขอต่อคณะกรรมการให้จัดประชุมสใหญ่วิสามัญได้
      ๑๒.๘ มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติ และข้อบังคับของชมรมโดยเคร่งครัด
      ๑๒.๙ มีหน้าที่ประพฤติตนให้สมกับเกียรติที่เป็นสมาชิกของชมรม
      ๑๒.๑๐ มีหน้าที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของชมรม
      ๑๒.๑๑ มีหน้าที่ร่วมกิจกรรมที่ชมรมได้จัดให้มีขึ้น
๑๒.๑๒ มีหน้าที่ช่วยเผยแผ่ชื่อเสียงของชมรมให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

หมวดที่ ๓
การดำเนินกิจการของชมรม
ข้อ ๑๓ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งทำหน้าที่บริหารกิจการชมรมอย่างน้อย ๑๕ คน อย่างมากไม่เกิน ๓๐ คน คณะกรรมการนี้ต้องเป็นสมาชิกสามัญที่ได้มาจากการเลือกตั้งของที่ประชุมใหญ่ของชมรม และให้ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่ เลือกตั้งกันเองเป็นนายกชมรม ๑ คน และอุปนายก ๔ คน สำหรับตำแหน่งกรรมการในตำแหน่งอื่นๆ ให้นายกชมรมเป็นผู้แต่งตั้ง ผู้ที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่เข้าดำรงตำแหน่งต่างๆ ของชมรม ตามที่ได้กำหนดไว้ซึ่งตำแน่งกรรมการชมรมมีตำแหน่งและหน้าที่โดยสังเขปดังต่อไปนี้
      ๑๓.๑ ประธานชมรม ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าในการบริหารกิจกรรมของชมรม เป็นผู้แทนชมรมในการติดต่อกับบุคคลภายนอก และทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมคณะกรรมการและการประชุมใหญ่ของชมรม
      ๑๓.๒ อุปนายก ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยประธานชมรมในการบริหารกิจกรรมชมรมปฏิบัติตามหน้าที่ที่ประธานชมรมได้มอบหมาย และทำหน้าที่แทนประธานชมรมเมื่อประธานชมรมไม่อยู่ หรือไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้แต่การทำหน้าที่แทนประธานชมรมให้อุปนายกตามลำดับตำแหน่งเป็นผู้กระทำแทน
      ๑๓.๓ เลขานุการ ทำหน้าที่เกี่ยวกับงานธุรการของชมรมทั้งหมด เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ชมรมในการปฏิบัติกิจการของชมรม และปฏิบัติตามคำสั่งของประธานชมชมรม ตลอดจนทำหน้าที่เป็นเลขานุการในการประชุมต่างๆ ของสมาชิก
      ๑๓.๔ เหรัญญิก มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงินทั้งหมดของชมรม เป็นผู้จัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย บัญชีงบดุลของชมรม และเก็บเอกสารหลักฐานต่างๆของชมรม
      ๑๓.๕ ปฏิคม มีหน้าที่ในการให้การต้อนรับแขกของชมรม เป็นหน้าในการจัดเตรียมสถานที่ของชมรมและจัดเตรียมสถานที่ของชมรมและจัดเตรียมสถานที่ประชุมต่างๆ ของชมรม
      ๑๓.๖ นายทะเบียน มีหน้าที่เกี่ยวกับทะเบียนสมาชิกทั้งหมดของชมรม ประสานงานกับเหรัญญิกในการเรียกเก็บเงินค่าบำรุงสมาคมสมาชิก
      ๑๓.๗ ประชาสัมพันธ์ มีหน้าที่เผยแพร่กิจการ เกียรติและชื่อเสียง ของชมรมให้สมาชิกและบุคคลโดยทั่วไปเป็นที่รู้จักโดยแพร่หลาย
      ๑๓.๘ กรรมการ ตามความเหมาะสมซึ่งคณะกรรมการเห็นควรกำหนดให้มีขึ้น โดยมีจำนวนตำแหน่งอื่นๆ เมื่อรวมกับตำแหน่งกรรมการข้างต้นแล้ว จะต้องไม่เกินจำนวนที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้ แต่ถ้าคณะกรรมการมิได้กำหนดตำแหน่งก็ถือว่าเป็นกรรมการกลาง
ข้อ ๑๔ คณะกรรมการของชมรมสามารถอยู่ในตำแหน่งได้คราวละ ๔ ปี และเมื่อคณะกรรมการอยู่ในตำแหน่งครบกำหนดตามวาระแล้ว แต่กรรมการชุดใหม่ยังมิได้รับอนุญาติให้จดทะเบียนจากทางราชการก็ให้คณะกรรมการที่ครบกำหนดตามวาระรักษาการไปพลางก่อน จนกว่าคณะกรรมการชุดใหม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ และเมื่อคณะกรรมการาชุดใหม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการเรียบร้อยแล้ว ก็ให้ทำการส่งและรับมอบงานระหว่างคณะกรรมการชุดเก่าและคณะกรรมการชุดใหม่ให้เป็นที่เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วัน นับตั้งแต่คณะกรรมการชุดใหม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนทางราชการ
ข้อ ๑๕ ตำแหน่งกรรมการชมรม ถ้าต้องว่างลงก่อนกำหนด ก็ให้คณะกรรมการแต่งตั้งสามาชิกสามัญคนใดคนหนึ่งที่เห็นสมควรเข้ารับตำแหน่งแทนที่ว่างลงนั้น แต่ผู้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งได้เท่ากับวาระของผู้ที่ตนแทนนั้น
ข้อ ๑๖ กรรมการอาจจะพ้นตำแหน่ง ซึ่งมิใช่เป็นการออกตามวาระด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ
      ๑๖.๑ ตาย
      ๑๖.๒ ลาออก
      ๑๖.๓ ขาดจากสมาชิกภาพ
      ๑๖.๔ ที่ประชุมใหญ่ลงมติให้ออกจากตำแหน่ง
ข้อ ๑๗ กรรมการที่ประสงค์จะลาออกจากตำแหน่งกรรมการให้ยื่นใบลาออกเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการที่มีมติให้ออก
ข้อ ๑๘ อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการ
      ๑๘.๑ มีอำนาจออกระเบียบปฏิบัติต่างๆ เพื่อให้สมาชิกปฏิบัติ โดยระเบียบปฏิบัตินั้นจะต้องไม่ขัดต่อข้อบังคับฉบับนี้
      ๑๘.๒ มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าหน้าที่ของชมรม
      ๑๘.๓ มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการเป็นที่ปรึกษา หรืออนุกรรมการได้ แต่กรรมการที่เป็นที่ปรึกษาหรืออนุกรรมการจะสามารถอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกินวาระของคณะกรรมการที่แต่งตั้ง
      ๑๘.๔ มีอำนาจเรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี และประชุมใหญ่วิสามัญ
      ๑๘.๕ มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการในตำแหน่งอื่นๆที่ยังมิได้กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้
      ๑๘.๖ มีอำนาจบริหารกิจการของชมรม เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตลอดจนมีอำนาจอื่นๆ ตามข้อบังคับได้กำหนดไว้
      ๑๘.๗ มีหน้าที่รับผิดชอบในกิจการทั้งหมด รวมทั้งการเงินและทรัพย์สินทั้งหมดของชมรม
      ๑๘.๘ มีหน้าที่จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ ตามที่สมาชิก จำนวน ๑ ใน ๓ ของสมาชิกทั้งหมดได้เข้าชื่อร้องขอให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญซึ่งการนี้จะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญชึ้นภายใน ๓๐ วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องขอ
      ๑๘.๙ มีหน้าที่จัดทำเอกสารหลักฐานต่างๆทั้งที่เกี่ยวกับการเงินทรัพย์สินและการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของชมรมไว้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และสามารถให้สมาชิกตรวจดูได้เมื่อสมาชิกร้องขอ
      ๑๘.๑๐ จัดทำบันทึกการประชุมต่างๆของชมรมเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานและจัดส่งให้สมาชิกรับทราบ
      ๑๘.๑๑ มีหน้าที่อื่นๆตามที่ข้อบังคับกำหนดไว้
ข้อ ๑๙ คณะกรรมการจะต้องประชุมกันอย่างน้อย ๒ เดือน ต่อครั้ง ทั้งนี้เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการบริหารกิจการของชมรม
ข้อ ๒๐ การประชุมคณะกรรมการ จะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดจึงจะถือว่าครบองค์ประชุมมติของที่ประชุมคณะกรรมการ ถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ก็ให้ประธานในที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
ข้อ ๒๑ ในที่ประชุมคณะกรรมการ ถ้าประธานชมรมและอุปนายกชมรมไม่อยู่ในที่ประชุม หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ก็ให้กรรมการทีเข้าประชุมนั้นเลือกตั้งกันเอง เพื่อให้คณะกรรมการคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น

หมวดที่ ๔
การประชุมใหญ่
ข้อ ๒๒ การประชุมใหญ่ของชมรมมี ๒ ประเภทคือ
      ๒๒.๑ ประชุมใหญ่สามัญ
      ๒๒.๒ ประชุมใหญ่วิสามัญ
ข้อ ๒๓ คณะกรรมการจะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ๆ ละ ๑ ครั้ง ภายในเดือนพฤศจิกายนของทุกๆปี
ข้อ ๒๔ การประชุมใหญ่วิสามัญ อาจมีขึ้นได้โดยเหตุที่คณะกรรมการเห็นควรจัดให้มีขึ้น หรือเกิดขึ้นด้วยการเข้าชื่อร่วมกันของสมาชิกไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของสมาชิกสามัญทั้งหมดร้องขอต่อกรรมการจัดให้มีขึ้น
ข้อ ๒๕ การแจ้งกำหนดการนัดประชุมใหญ่ ให้เลขานุการเป็นผู้แจ้งกำหนดการนัดประชุมใหญ่ให้สมาชิกได้ทราบ และการแจ้งจะต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร โดยระบุวัน เวลา สถานที่ให้ชัดเจน โดยจะต้องแจ้งให้สมาชิกทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๗ วัน และประกาศแจ้งกำหนดนัดประชุมไว้ ณ สำนักงานของชมรมเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๗ วัน ก่อนถึงกำหนดประชุมใหญ่
ข้อ ๒๖ การประชุมใหญ่สามัญประจำปี จะต้องมีวาระการประชุมอย่างาน้อยดังต่อไปนี้
      ๒๖.๑ แถลงกิจการที่ผ่านมาในรอบปี
      ๒๖.๒ แถลงบัญชีรายรับ รายจ่าย และบัญชีงบดุลของปีที่ผ่านมาให้สมาชิกทราบ
      ๒๖.๓ เลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เมื่อครบกำหนดวาระ
      ๒๖.๔ เลือกตั้งผู้สอบบัญชี
      ๒๖.๕ เรื่องอื่นๆ ถ้ามี
ข้อ ๒๗ ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี หรือการประชุมวิสามัญจะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมด จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม แต่ถ้าถึงกำหนดเวลประชุมยังมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมไม่ครบองค์ประชุม ให้คณะกรรมการของชมรมเรียกประชุมอีกครั้งหนึ่ง โดยจัดให้มีการประชุมขึ้นภายใน ๑๔ วัน นับแต่วันที่นัดประชุมครั้งแรก สำหรับในการประชุมครั้งหลังนี้ ถ้าสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมสามัญเป็นจำนวนเท่าใดก็ให้ถือว่าครบองค์ประชุมยกเว้นถ้าเป็นการประชุมใหญ่วิสามัญที่เกิดขึ้นจากการร้องของสมาชิกก็ไม่ต้องจัดประชุมใหญ่ ให้ถือว่าการประชุมเป็นอันยกเลิก
ข้อ ๒๘ ในการประชุมใหญ่ของชมรม ถ้าประธานชมรม และอุปนายกชมรมไม่มาเข้าร่วมประชุม หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้ที่ประชุมใหญ่ทำการเลือกตั้งกรรมการที่เข้าร่วมประชุมคนใดคนหนึ่ง ให้ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น

หมวดที่ ๕
การเงินและทรัพย์สิน
ข้อ ๓๐ การเงินและทรัพย์สินทั้งหมดให้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการ เงินสดของชมรมถ้ามีให้ฝากไว้ในธนาคารทหารไทย สาขาจังหวัดสกลนคร
ข้อ ๓๑ การลงนามในตั๋วเงิน หรือเช็คของชมรม จะต้องมีลายมือชือ่ประธานชมรม หรือทำการแทนลงนามร่วกับเหรัญญิก หรือเลขานุการ พร้อกับประทับตราของชมรมจึงจะถือว่าใช้ได้
ข้อ ๓๒ ให้ประธานชมรมมีอำนาจสั่งจ่ายของชมรมได้ครั้งละไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่านั้นจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ และคณะกรรมการจะอนุมัติให้จ่ายเงินได้ครั้งละไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) ถ้าจำเป็นจะต้องจ่ายเงินเกินกว่านี้ ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ของชมรม
ข้อ ๓๓ ให้เหริญญิกมีอำนาจเก็บเงินสดของชมรมได้ไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่านี้จะต้องนำฝากธนาคารในบัญชีของชมรมทันทีที่โอกาสอำนวยให้
ข้อ ๓๔ เหรัญญิกจะต้องทำบัญชีรายรับ รายจ่าย และบัญชีงบดุลให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ การรับหรือจ่ายเงินทุกครั้งจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อของประธานชมรมหรือผู้ทำการแทน พร้อมกับประทับตราของชมรมทุกครั้ง
ข้อ ๓๕ ผู้สอบจะต้องมิใช่กรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของชมรม และจะต้องเป็นผู้สอบบัญชีที่ได้รับอนุญาต
ข้อ ๓๖ ผู้สอบบัญชี มีอำนาจหน้าที่จะเรียกเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเงินและทรัพย์สินจากคณะกรรมการ และ สามารถจะเชิญกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ของชมรมเพื่อสอบถามเกี่ยวกับบัญชีและทรัพย์สินของชมรมได้
ข้อ ๓๗ คณะกรรมการจะต้องให้ความร่วมมือกับผู้สอบบัญชี เมื่อได้รับการร้องขอ
ข้อ ๓๘ ชมรมมีรายได้ดังต่อไปนี้
      ๓๘.๑ ค่าบำรุงสมาชิก
      ๓๘.๒ ดอกเบี้ยพันธบัตร(ถ้ามี)หรือดอกเบี้ยเงินฝากของชมรม
      ๓๘.๓ เงินผลประโยชน์จากค่าธรรมเนียมต่างๆ ของชมรม(ถ้ามี)
      ๓๘.๔ เงินบริจาคสมาชิก หรือ บุคคลภายนอก
      ๓๘.๕ ทรัพย์สินที่มีผู้ให้แก่ชมรม
      ๓๘.๖ รายได้อื่นๆจากการจัดกิจกรรมของชมรม

หมวดที่ ๖
การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับและการเลิกชมรม
ข้อ ๓๙ ข้อบังคับของชมรมจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้โดยมติของที่ประชุมเท่านั้น และองค์ประชุมใหญ่จะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญทั้งหมด มติของที่ประชุมใหญ่ในการให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับจะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด
ข้อ ๔๐ การเลิกชมรมเลิกได้โดยมติของที่ประชุมใหญ่ของชมรม ยกเว้นเป็นการเลิกเพราะเหตุของกฎหมายมติของที่ประชุมใหญ่จะต้องไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญทั้งหมด
ข้อ ๔๑ เมื่อชมรมต้องเลิก ไม่ว่าเหตุใดๆ ก็ตาม ทรัพย์สินของชมรมที่เหลืออยู่ หลังจากที่ได้ชำระบัญชีเป็นทีเรียบร้อยแล้วให้ตกเป็นของมูลนิธิบุญวาทย์วิหารพระอารามหลวง

หมวดที่ ๗
บทเฉพาะกาล
ข้อ ๔๒ ข้อบังคับฉบับนี้นั้นให้เริ่มใช้บังคับได้นับตั้งแต่วันที่ชมรมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเป็นต้นไป
ข้อ ๔๓ เมื่อชมรมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจากทางราชการ ก็ให้ถือว่าผู้เริ่มการทั้งหมดเป็นสมาชิกสามัญ และสมาชิกภาพของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้น เริ่มตั้งแต่วันจดทะเบียนเป็นต้นไป
     
                              นายสังขพงศ์     นพแก้ว
                    ประธานชมรมทหารกองหนุนจังหวัดสกลนคร
           

วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

สำนักงานองค์การทหารผ่านศึกจังหวัดสกลนคร


          

สิทธิการสงเคราะห์ทหารผ่านศึกนอกประจำการ
บัตรชั้นที่ ๑ -๔ และครอบครัว
การสงเคราะห์ที่ อผศ.ให้แก่ทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่ ๑ -๔ มีดังต่อไปนี้
๑.     การสงเคราะห์ด้านการรักษาพยาบาล ได้แก่
๑.๑ ประเภทผู้ป่วยนอก ให้ทหารผ่านศึกใช้สิทธิเบิกจากต้นสังกัด หรือใช้สิทธิบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้าก่อนสำหรับวงเงินที่เกินสิทธิสามารถเบิกได้คนละปีละไม่เกิน ๒,๐๐๐ บาท
๑.๒. ประเภทผู้ป่วยใน
          - ถ้าเข้ารับการรักษาพยาบาลใน รพ.ผศ.จะได้รับการรักษาพยาบาลในห้องสามัญโดยไม่คิดมูลค่า
          - ถ้าเข้ารับการรักษาพยาบาลในห้องพิเศษจะได้รับส่วนลดค่าห้องพักร้อยละ ๕๐ (สำหรับทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่ ๑) ร้อยละ ๔๐ (สำหรับทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่ ๒) และร้อยละ ๓๐ (สำหรับทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่ ๓-๔) และจะนำเงินมาเบิกจาก อผศ.อีกไม่ได้
          ๒. การสงเคราะห์ด้านการให้กู้ยืมเงิน ได้แก่
๒.๑ สินเชื่อเพื่อการเกษตรระยะสั้น กำหนดวงเงินกู้ยืมคนละไม่เกิน  ๒๐,๐๐๐ บาท
๒.๒ สินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพ กำหนดวงเงินกู้ยืมคนละไม่เกิน ๑๐๐,๐๐ บาท  ( ดอกเบี้ย ร้อยละ ๓ ต่อปี ) นำหลักทรัพย์ค้ำประกัน
๒.๓ สินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพทั่วไป กำหนดวงเงินคนละไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท
๒.๔ สินเชื่อเพื่อการสวัสดิการ ประเภทที่มีเงินเบี้ยหวัดบำนาญเป็นประกันกำหนดวงเงินคนละไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท
          ๓. การสงเคราะห์ผู้ประสบภัยพิบัติ ได้แก่
                   ๓.๑ ได้รับความเสียหายบางส่วน วงเงินไม่เกิน ๓,๕๐๐ บาท
                   ๓.๒ ได้รับความเสียหายทั้งหลัง วงเงินไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท
                   ๓.๓ พืชผลทางการเกษตร สัตว์เลี้ยง อาคาร สถานที่ หรือเครื่องมือ                                                              
ประกอบอาชีพ วงเงิน ไม่เกินรายละ ๑,๐๐๐ บาท
๔. การสงเคราะห์ กรณีทหารผ่านศึกเสียชีวิตทายาทจะได้รับเงินช่วยเหลือรายละ ๗,๐๐๐ บาท
๕. การสงเคราะห์ด้านการสวัสดิการอื่น ๆ ได้แก่
          ๕.๑ การจ่ายเงินช่วยเหลือครั้งคราวสำหรับหทารผ่านศึกที่มาติดต่อขอรับการสงเคราะห์ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า เช่น สูงอายุ ทำงานไม่ได้ เจ็บป่วย กระเป๋าเงินหาย ฯลฯ สามารถเบิกจ่ายค่าพาหนะกลับภูมิลำเนาคนละไม่เกิน ๕๐๐ บาท/ปี
๖. การฌาปณกิจสงเคราะห์
          อผศ.ดำเนินการช่วยเหลือทหารผ่านศึกและครอบครัวในการฌาปณกิจสงเคราะห์ โดยเปิดรับสมัคร ทหารผ่านศึกนอกประจำการบัตร ชั้น ที่ ๑,๒,๓,๔, และผู้ถือบัตรประจำตัวครอบครัวทหารผ่านศึกนอกประจำการบัตรชั้นที่ ๑ และให้รวมถึงบิดามารดา สามี ภริยา ของสมาชิกด้วย ผู้สมัครต้องอายุไม่เกิน ๖๕ ปี เสียค่าสมัครสามาชิก คนละ ๑๐๐ บาท เมื่อเสียชีวิตจะได้รับเงินค่าทำศพโดยคิดจากจำนวนสมาชิก ณ ปัจจุบัน คูณ ๓ บาท (ประมาณไม่ต่ำกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาท) ส่มาชิกต้องเสียค่าจัดการศพ ศพละ ๓ บาท และจ่ายเงินสงเคราะห์ล่วงหน้ารายละ ๙๐ บาท
๗. การสงเคราะห์ด้านอาชีพ ได้แก่
          ๗.๑ การสงเคราะห์ด้านการประกอบอาชีพทั่วไป
                   ๗.๑.๑ การแนะแนวและการส่งเสริมการประกอบอาชีพ แนะแนวทางในการขอเข้ารับการฝึกอบรมวิชาชีพที่รวมกลุ่มกันฝึกอาชีพโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ให้เหมาะสมกับความรู้ความสามารถและความต้องการของตลาดแรงงาน
                   ๗.๑.๒ การจัดหางาน จะจัดหางานให้ทารผ่านศึก ครอบครัวทหารผ่านศึก และทหารนอกประจำการ ให้มีงานทำตามความสามารถดังนี้
                   ๗.๑.๒.๑ การส่งตัวเข้าทำงานโดยขอความร่วมมือสถาณประกอบการต่าง ๆ เพื่อให้รับทหารผ่านศึก ครอบครัวหทารผ่านศึก และนอกประจำการเข้าทำงานในตำแหน่งงานต่าง ๆ
                   ๗.๑.๒.๒ การค้ำประกันเข้าทำงานในวงเงินไม่เกินรายละ ๒๐,๐๐๐ บาท
                   ๗.๑.๒.๓ การออกหนังสือฝากงานจะออกหนังสือสนับสนุนฝากงานให้ทหารผ่านศึกนอกประจำการ และครบครัวทหารผ่านศึก
          ๗.๑.๓ การฝึกอาชีพ
                   ๗.๑.๓.๑ อผศ.จะเปิดการฝึกอบรมวิชาชีพในสาขาต่าง ๆ ให้แก่ทหารผ่านศึกนอกประจำการ ครอบครัวทหารผ่านศึกและทหารนอกประจำการ โดยไม่เสียค่าเล่าเรียนและวัสดุฝึกใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมอาชีพจะมีสิทธิได้รับค่าอาหารเฉพาะในวันทีฝึกอบรมวันละ ๕๐ บาท ต่อ คน
                  
                   ๗.๑.๓.๒ ให้ทุนเรียนวิชาชีพอื่นในสาขาที่ อผศ.มาได้เปิดการฝึกอบรม ในสถานที่ศสึกษาของทางราชการหรือเอกชน หลักสูตรไม่เกิน ๑๔ เดือนมีสิทธิได้รับการสงเคราะห์ในวงเงินไม่เกิน ๖,๐๐๐ บาท ผู้ขอรับการสงเคราะห์ต้องยื่นเรื่องขออนุมัติเข้าเรียนจาก อผศ.ก่อนชำระเงินค่าเล่าเรียน
          ๗.๑.๔ การสงเคราะห์เข้าทำงานในแผนกโรงงานในอารักษ์ ที่สจัดตั้งเพื่อรับทหารผ่านศึกนอกประจำการ ครอบครัทหารผ่านศึกและทหารนอกประจำการที่สำเร็จการฝึกอบรมวิชาชีพ จากศูนย์ฝึกอาชีพ ของ อผศ.และผู้มีสิทธิได้รับการสงเคราะห์เข้าทำงาน ทั่วไป ซึ่งสามารถสร้างรายได้เสริมประมาณเดือนละ ๓,๕๐๐ ๕,๐๐๐ บาท ต่อคนในแผนกโรงงานในอารักษ์
๘.  ทุนการศึกษาบุตรทหารผ่านศึก
บัตรชั้นที่ ๒,๓,๔ ที่สามารถสอบชิงทุนการศึกษาได้จะได้รับทุนต่อเนื่อง ตั้งแต่ ม.๔ จนจบปริญญาตรีปีละ ๕,๐๐๐ บาท
๙.     โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตทหารผ่านศึกผู้สูงอายุ
วัตถุประสงค์เพื่อดูแลและช่วยเหลือทหารผ่านศึกผู้สูงอายุทางด้านสุขภาพ และหากทหารผ่านศึกสูงอายุผู้ใดขาดผู้อุปการะเลี้ยงดู อผศ.จะรับเข้าอยู่ในศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตทหารผ่านศึกที่ อ.บางไทร จว.พระนครศรีอยุทธยา

หากท่านพบเห็นทหารผ่านศึกสูงอายุที่ไม่มีผู้ดูแลกรุณาแจ้งพนักงาน
อผศ.ตามเบอร์โทรศัพท์นี้

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อได้ที่
-ผศ.ส.น.        โทร 042-711677
-รอง หส.ผศ.ส.น.        โทร 089-7756565 (นายเพชร โพธิ์พุ่ม)
-ผช.หส.ผศ.ส.น.         โทร 086-8547308

ทำเนียบ ชมรมทหารกองหนุนอำเภอโคกศรีสุพรรณ


ทำเนียบบุคลากร
ประธานชมรม





นายประพัฒน์  ชาไชย
ตำแหน่งปัจจุบัน ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตำบลตองโขบ
โทร. 08-9233-3240

รองประธานชมรม



นายพิชัย  ยาทองไชย
ตำแหน่งปัจจุบัน สมาชิกเทศบาลตำบลตองโขบ
โทร. 08-1872-2653

เลขานุการ




นายสุขสัน      เรืองสุข
ตำแหน่งปัจจุบัน -
โทร. 08-4658-1014



เหรัญญิก




นายวีระวิทย์   ชาชัย
ตำแหน่งปัจจุบัน ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 6 ต.ตองโขบ
โทร. 08-0006-3697

กรรมการ
นายประดิษฐ์   แก้วกิ่ง
นายนวนมณี    ยาทองไชย

ที่ปรึกษาชมรมทหารกองหนุน อำเภอโคกศรีสุพรรณ

ร.ต.สายัณ      เสลมาตย์      
 รรก.สัสดีอำเภอโคกศรีสุพรรณ

ส.อ.โมกขศักดิ์  ยาทองไชย   เสมียนสัสดีอำเภอโคกศรีสุพรรณ

ประวัติ ชมรมทหารกองหนุนอำเภอโคกศรีสุพรรณ



ประวัติความเป็นมา

                   จังหวัดสกลนคร เป็นจังหวัดชั้น ๑ ประกอบด้วย ๑๘ อำเภอ จึงถูกกำหนดให้ส่งคนเข้ารับราชการทหารกองประจำการในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก และเมื่อรับราชการกองประจำการครบกำหนดตามกฎหายแล้ว ย่อมปลดออกมาเป็นทหารกองหนุนในจำนวนมากเช่นกัน ที่ส่วนหนึ่งได้เข้ารับการศึกษาต่อจนสำเร็จในระดับสูงแล้ว ได้ทำงานมีตำแหน่งหน้าที่สำคัญ อีกส่วนหนึ่งด้รับการเลือกตั้งเป็นผู้นำท้องถิ่น พร้อมกับประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพส่วนตัว
                   ทั้งนี่ เป็นที่น่าเชื่อว่าทหารกองหนุนทุกคน ล้วนแต่ยังรำลึกถึงชีวิตในห้วงการรับใช้ชาติที่ผ่านมา ยังจดจำและคิดถึงผู้บังคับบัญชา เพียงแต่ขาดการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างกัน บัดนี้สถาณการณ์ของประเทศได้เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ทุกภาคส่วนยึดถือเอาประชาชนเป็นเป้าหมายในการบรรลุภารกิจและร่วมพัฒนาประเทศ “ชมรมทหารกองหนุน” เป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้ภารกิจดังกล่าวนั้นสำเร็จลุล่วงไปได้
                   กองทัพบก ภายใต้คำขวัญ  “กองทัพบก เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาชน” เพื่อบรรลุภารกิจตามคำปณิธาน และ สร้างความศรัทธาให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน เพื่อผนึกรวมเป็นพลังทั้งแผ่นดิน สำนักงานสัสดี จังหวัด สกลนคร และจังหวัดทหารบกสกลนคร ได้พิจารณาเห็นว่า ทหารกองหนุน คือ พลเมือง ที่เป็นกำลังหลักของชาติ  เคยเสียสละเลือดเนื้อ เพื่อการพัฒนา และ ปกป้องอธิปไตยของชาติ  สมควรที่จะต้องให้ความสำคัญ และให้การ ช่วยเหลือ สนับสนุน อย่างเต็มกำลัง
                   เมื่อ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๔ สำนักงานสัสดีจังหวัดสกลนคร โดย พ.อ.สุรพล วอนวงษ์ สัสดีจังหวัด ได้เดินทางมาพบปะเยี่ยมเยียนทหารกองหนุนและครอบครัวในพื้นที่ อ.โคกศรีสุพรรณ ณ อาคาร ๑๗๕ ปี ภูไท ห้วยหีบ บ้านห้วยหีบเหนือ หมู่ที่ ๑๑ ต.ตองโขบ และได้พบปะกับอดีตทหารกองหนุนที่ประสบความสำเร็จในอาชีพ ได้มีการสานเสวนาและมีแนวคิดร่วมกัน ที่จะให้มี ชมรมทหารกองหนุน อ.โคกศรีสุพรรณขึ้น เพื่อให้เป็นศูนย์ประสานงาน และช่วยเหลือทหารกองหนุน ในด้านต่างๆ ในเขตพื้นที่ จนเป็นผลสำเร็จ โดยขั้นต้น มีสมาชิกทั้งสิ้น ๕ คน
                   และในปัจจุบัน ท่าน พล.ต.กฤตัชญ์ สรวมสิริ ผบ.จทบ.สน. และ พ.อ.สันติ ดีใหญ่ สัสดีจังหวัด สกลนคร ท่านได้พบปะชมรมทหารกองหนุน ในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เพื่อติดตามความคืบหน้า และรับทราบปัญหาในการดำเนินกิจกรรมของชมรม เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข และหาแนวทางในการช่วยเหลือสนับสนุนให้ ชมรมทหารกองหนุนจังหวัดสกลนคร มีความเข้มแข็ง ยิ่งขึ้น และ ผู้บังคับบัญชา ได้มีแนวคิดที่จะให้เกิด การสานสัมพันธ์ระหว่าง ๓ องค์กร ได้แก่ องค์การทหารผ่านศึกจังหวัดสกลนคร (ชมรมรักชาติไทย จว.สกลนคร)  ชมรมข้าราชการบำนาญจังหวัดสกลนคร และชมรมทหารกองหนุน จังหวัดสกลนคร เพื่อการบูรณาการ และให้การช่วยเหลือทหารกองหนุน และทหารผ่านศึก ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด